ระบบการพิมพ์มีอะไรบ้าง

      การพิมพ์ในทุกวันนี้นั้น ก็จะมีระบบการพิมพ์ที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยในโรงพิมพ์ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีระบบการพิมพ์ประเภทเดียวเท่านั้น โดยการทำงานพิมพ์ออกมาให้ดีและมีคุณภาพนั้นก็ควรที่จะต้องมีการเลือกใช้ระบบการพิมพ์ที่มันตอบโจทย์กับความต้องการให้ได้ด้วย เพราะในระบบการพิมพ์ชนิดต่างๆ นั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป โดยเราสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้

1.ระบบการพิมพ์ในรูปแบบออฟเซ็ท ถือเป็นการพิมพ์ที่ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมากเลย โดยเป็นระบบการพิมพ์ที่ดีและมีคุณภาพเป็นอย่างมาก มีความเร็ว และยังได้งานที่ดีออกมาตอบโจทย์กับความต้องการได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่ในการพิมพ์ในลักษณะแบบนี้นั้น มันก็จะใช้ได้กับการพิมพ์แบบราบเท่านั้น เพราะออฟเซ็ทนั้นมันก็จะใช้หลักการน้ำไม่รวมกับน้ำมัน มันเลยทำให้เหมาะสมกับการพิมพ์ในลักษณะแบบเดียวนั่นเอง

2.ระบบการพิมพ์ดิจิตอล ระบบการพิมพ์ในลักษณะแบบนี้นั้นก็จะเป็นการพิมพ์ที่จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นต่อพ่วงกับเครื่องพิมพ์ โดยจะมีความแตกต่างจากเครื่องพิมพ์ในโรงพิมพ์อย่างเห็นได้ชัด โดยมีทั่วไปแล้วเครื่องพิมพ์ในลักษณะแบบนี้นั้นก็จะมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละบุคคลนั่นเอง โดยการพิมพ์แบบนี้นั้นก็เหมาะกับงานที่ไม่เยอะเท่าไร หรืองานพิมพ์ที่เน้นพิมพ์บ่อยๆ นั่นเอง

3.ระบบการพิมพ์เลตเตอร์เพรสส์ เป็นระบบการพิมพ์ที่จะต้องมีการนำเอาแม่พิมพ์นั้นเข้ามาใช้งานด้วย ซึ่งในลักษณะการพิมพ์แบบนี้นั้นก็จะเป็นแบบโบราณ เป็นการพิมพ์ที่จะต้องใช้เทคนิคโดยเฉพาะเพราะเป็นระบบที่ยากเป็นอย่างมาก โดยระบบการพิมพ์ในลักษณะแบบนี้นั้นในทุกวันนี้ก็แทบจะไม่ได้เห็นแล้วเนื่องจากมันจะได้ชิ้นงานออกมาที่ไม่ดีและไม่ตอบโจทย์กับความต้องการได้สักเท่าไร

4.ระบบการพิมพ์แบบสกรีน ในระบบการพิมพ์ในลักษณะแบบนี้นั้นก็จะเป็นการทำให้น้ำหมึกนั้นซึมผ่านทะลุไปตามรอยที่ได้ทำการฉลุเอาไว้ โดยจะเหมาะสมกับการพิมพ์ที่เป็นพื้นแบบฉลุเท่านั้น และจะต้องเป็นชิ้นงานที่ไม่ต้องความละเอียดมากสักเท่าไร นอกจากนี้นั้นมันก็ยังสามารถที่จะเลือกพิมพ์ลงบนวัสดุอื่นๆ ได้อีกเยอะเป็นอย่างมาก

      อย่างไรก็ตามนั้นในทุกวันนี้ระบบการพิมพ์ในบ้านเราก็มักจะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งก็จะต้องเลือกระบบการพิมพ์ให้ตอบโจทย์และเหมาะสมกับชิ้นงานที่เราต้องการด้วย เพื่อที่เรานั้นจะได้ชิ้นงานที่ดีและมีประสิทธิภาพกับการใช้งานนั่นเอง